[Avengers/Thor] His Penalty (Thor/Loki)

posted on 06 May 2012 10:36 by vuckyou
Fic: His Penalty
Fandom: Avengers (Movie)/ Thor (Movie)
Warning: มันก็ดูจะสปอยล์ แต่มันสปอยล์เปล่าหว่า คนเขียนไม่มั่นใจ. warning Y (แต่มันพยายามปลอมตัวเป็นBrotherly Love)
Note: โอเค ลืมเตือน OOC คือจริงๆไม่อยาก OOC แต่ความรู้เรื่องตัวละครน้อยมาก ตอนไปดูหนังตั้งใจจะศึกษาโลกิเอย ทอร์เอย กลายเป็นมัวกรี้ดกร้าดโลกิจนลืมสังเกต /ต่อยตัวเอง เขียนๆไปทำไมทอร์มันดูมีสมองพิกลๆ..../โดนค้อนทุบ เอาเป็นว่ามันมาจากความต้องการจะเห็นสองคนนี้พูดแบบนั้นนี้โน้นล้วนๆเลยค่ะ
 
 
 
 
 
 
'คำตัดสินพิพากษาโลกิ บุตรแห่งลาฟฟี่ คือปลดอำนาจเทพที่ครอบครองไว้ทั้งปวง และจองจำภายใต้อาณัติของกษัตริย์แห่งแอสการ์ด ทอร์ บุตรแห่งโอดิน ชั่วชีวิต'
 
 
 
วีรบุรุษผมทองประกายตัดกับผ้าคลุมสีแดงข้างหลังหลับตาลง พยานคำพิพากษาต่างล้อมมองเกราะบนตัวเทพจอมฉ้อฉลสลายไป เหลือเพียงเนื้อผ้าเขียวจนดำ ดูมอซอไร้อำนาจ โลกินั่งคุกเข่าอยู่กับที่ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงจากเฉยชาแม้จะถูกริดรอนพลัง สองมือถูกพันธนาการไว้หนาแน่นไม่มีใครกล้าเสี่ยงคลายพันธนาการออกให้เลย กระทั่งทอร์เองยังไม่อาจไว้ใจว่าหลังการพ่ายแพ้ใหญ่หลวง น้องชายของตนจะจำนนไร้แผนการใดๆอีก ทหารยามแห่งแอสการ์ดปลดล็อครอบบริเวณล่างของใบหน้าของโลกิออก ทอร์ลืมตาขึ้นเพราะได้ยินเสียงฮือฮา


ริมฝีปากของโลกิเหยียดเป็นรอยยิ้ม ผิดกับดวงตาเขียวทมิฬแสนเฉยชา
 
 
พริบตาต่อมา เขาใช้ทั้งสองมือควักเอามีดแหลมคมด้ามเล็กออกมา แทงมันเข้ายังน่องขาทหารแห่งแอสการ์ด ทอร์เขวี้ยงค้อนคู่กายเข้ากระแทกใส่มือ ปัดมีดย้อมเลือดฉานกระดอนลงพื้น เขาเรียกค้อนกลับมา ฝ่าฝูงชนพยานไปยืนตรงหน้าโลกิ ทหารยามคนอื่นเข้ามาแบกทหารยามผู้โชคร้ายไปห้องโอสถ ปลายทวนติดขวานแหลมต่างจ่อเข้ารอบคอโลกิ
 
 
"หยุดขัดขืนอย่างไร้ประโยชน์เสีย โลกิ เจ้าไม่มีทางหนีความผิดได้พ้น รังแต่เพิ่มโทษแก่ตัวเจ้าเอง" ทอร์กล่าว สุรเสียงดังเปล่งอำนาจกษัตริย์
 
 
โลกิเชยตาขึ้นมองร่างกำยำของทอร์ ไล่ตั้งแต่ปลายเท้าจรดตรงใบหน้า "ก็เพิ่มสิ"

"เจ้าหมายความว่าไง"

"ประหารข้าซะ"
 
เทพเจ้าแห่งสายฟ้ากลับรู้สึกถูกสายฟ้ารุนแรงฟาดผ่านสรรพางค์จนชาวาบ
 
"หากยังโอหัง คิดว่าพวกโง่เง่าเช่นพวกเจ้าจะกักขังข้าได้ตลอดไป คราต่อไปที่ข้าได้อิสรภาพ จะไม่ใช่เพียงโลกมนุษย์เท่านั้นที่ต้องเตรียมพร้อม ข้าจะทำให้แอสการ์ดกลายเป็นฝุ่นธุลี ดั่งที่ข้าเคยตั้งใจไว้จะทำกับโยธันไฮม์ ทุกสรรพชีวิตจะต้องสยบแทบเท้าข้า และข้าจะสร้างบัลลังก์ของตัวเอง จากเลือดและเศษกระดูกของเจ้า ทอร์ บุตรแห่งโอดิน"
 
 
ราวกับทั้งปราสาทจะสั่นคลอนด้วยเสียงคำรามจากปวงบุคคลทั่วทุกสารทิศ ชาวแอสการ์ดต่างพร้อมใจกัน กู่ร้องคำเป็นบทสวดซ้ำๆ "ประหาร! ประหาร!" จนทอร์ไม่ได้ยินเสียงตื่นตระหนกในหัวตัวเองแล้ว
 
 
"โลกิ เหตุใดเจ้าถึง..."

"ดีกว่าอยู่อย่างอัปยศ ว่าพ่ายแพ้เทพเจ้าโง่เง่าเยี่ยงเจ้า" โลกิกัดฟันขบแน่น หรี่ตาเกรี้ยวกราดมองทอร์ "โลกที่จงรักภักดีกับชีวิตน่าอดสูเช่นเจ้า และตัวประหลาดเหล่านั้น ข้าขอจบไว้ตรงนี้เสียดีกว่า ประหารข้าเสีย ณ ตอนที่เจ้ายังเปี่ยมโอกาสเช่นนี้ มิเช่นนั้นเจ้า แอสการ์ด โลกทั้งเก้า และไพร่ฟ้าทั้งหลายทั่วจักรวาลจะต้องเสียใจ"
 
 
มือของโลกิ ข้างที่ถูกค้อนศึกกระแทกใส่แตกและมีเลือดไหลย้อม เพราะร่างกายหมดสิ้นอำนาจทวยเทพ
 
 
ทอร์ยอมรับตั้งแต่วัยเยาว์ ว่าเขาไม่ฉลาดเฉลียวเท่าโลกิ เขาตกหลุมพรางโลกิเสียทุกครั้งไปจนเสียงหัวเราะเยาะซึ่งดังก้องในความทรงจำมักเปี่ยมความระอาว่าเมื่อใดเขาจะพัฒนาเสียบ้าง  ทอร์เดาว่าคงเป็นเวลานี้เองกระมัง เขาดึงโซ่ตรวนขึ้น ดึงโลกิลุกยืน วีรบุรุษสงครามหันหน้าเข้าเผชิญกับมหาเมธี หน่วยศาลพิพากษาแห่งแอสการ์ด


"ทุกท่าน ความผิดที่โลกิ น้องชายข้าได้กระทำ แม้จะผิดพลาดมหันต์ แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นการกระทำเพื่อแอสการ์ด เขาไม่เห็นสมควร ว่าตัวข้าในตอนนั้นคู่ควรแก่การขึ้นเป็นกษัติรย์ ซึ่งก็เป็นความจริงทุกประการ ตัวข้าในตอนนั้นโง่เขลาขาดเหตุผล  กาลเวลาผ่านไปและมิตรสหายมนุษย์ รวมถึงตัวโลกิเองที่สั่งสอนข้าให้เปลี่ยนแปลง เขาทำลายโยธันไฮม์ก็ด้วยความชิงชังต่อยักษ์น้ำแข็งแ ละกังวลถึงความสุขสงบของแอสการ์ดหากยังปล่อยโยธันไฮม์เอาไว้ การตัดสินใจของเขาไม่ต่างจากที่ข้าใช้ชักนำตัวเองบุกไปยังโยธันไฮม์ ดังนั้น ได้โปรดขอให้พวกท่านไตร่ตรอง ว่าโทษประหารนั้นเหมาะสมแล้วหรือ สำหรับผู้ที่ยังคงรักแอสการ์ดไม่ต่างจากพวกท่านทุกคนในที่นี้"
 
"เจ้าพูดพล่ามอะไร ทอร์! ข้าไม่มีเยื่อใยใดๆอีกแล้วทั้งนั้นกับแอสการ์ด ข้าไม่ใช่ชนแอสการ์ด!!" โลกิตวาด
 
ทอร์หันหน้ามามองโลกิ "เช่นนั้น เหตุใดเจ้าไม่โจมตีแอสการ์ด ทำไมเจ้าจึงไปยังโลกมนุษย์ อำนาจที่เจ้าหยิบยืมมาเป็นกองทัพนั้น สามารถใช้ยึดครองอาณาจักรบริวารได้"
 
"เพราะข้ารู้ว่าเจ้ารักโลกมนุษย์ และผืนพิภพนั้นอ่อนแอที่สุด หากเจ้าคิดว่าข้าจะจบเพียงโลกมนุษย์ เจ้าก็เขลาเบาปัญญายิ่งกว่าข้าเคยประเมินไว้"
 
"ข้าไม่เชื่อคำเจ้า น้องชายข้า"
 
"ข้าไม่ใช่น้องชายเจ้า! ข้าไม่ใช่บุตรแห่งโอดิน ข้าคือยักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮม์"
 
"นั่นไม่ได้ทำให้เจ้าหักหลังแอสการ์ด แล้วไปเข้ากับหมู่ยักษ์น้ำแข็งมิใช่หรือ!" ทอร์ดุดัน มั่นคง "เจ้าบอกข้าเองเจ้าไม่ต้องการบัลลังก์ แล้วเจ้าก็ยังคงไม่ได้นำภัยใดๆมาสู่แอสการ์ดจนถึงบัดนี้ เจ้าเลือกอณาจักรที่หล่อเลี้ยงเจ้า เหนืออาณาจักรที่เจ้าถือกำเนิด ศาลสูง ข้าเรียกนี่ว่าคือความภักดี ไม่ใช่ทรยศหักหลัง ข้าขอให้ทุกท่านใช้ความจริงนี้หักล้างสิ่งที่เขาพูด เพื่อหาทางไปสู่โทษประหารให้ตัวเอง"

 
แรงกระชากของโลกิดึงขึงโซ่ตรวนซึ่งทอร์กุมไว้ ช่างเบาหวิวดุจแรงเด็กน้อย ผิดกับแววตาอาฆาตบนใบหน้าโทรมเซียว

 
 
 
 
 
โลกิไม่เคยเกลียดทอร์เท่านี้มาก่อน
 
 
เขานั่งชันเข่า แขนข้างหนึ่งวางพาดลำตัว อีกมือกอดตรงข้อศอก หัวไหล่พิงผนัง จมจ่อมอยู่กับความรู้สึกอัปยศทั้งหมดทั้งปวง
 
 
พี่ชายไร้สมองผู้นั้น เหตุใดกลับต้องเฉลียวเฉียบคมเอาเวลาเช่นนี้ โลกิจิกเล็บเข้าไปในเนื้อผ้าถึงข้อศอก หากทอร์ใช้สมองมากขึ้นเร็วกว่านี้คงดี สักก่อนจะชักชวนกันบุกโยธันไฮม์ ก่อนเขาจะเอะใจถึงชาติกำเนิดตัวเอง โลกิพยายามโทษทอร์เพื่อให้ตนรู้สึกดีขึ้น หากทอร์ทำตัวเหมาะสมจะขึ้นเป็นกษัตริย์แอสการ์ดมากกว่านี้ เขาคงไม่นึกริษยา คงไม่อยากทำลายวันสำคัญของทอร์ถึงขั้นปล่อยยักษ์น้ำแข็งเข้ามา
 
 
 
เมื่อได้ทราบชาติกำเนิดตนแท้จริงคืออะไร โลกิพบว่าเขาสามารถหลอกลวงได้กระทั่งตัวเองมาตลอดทั้งชีวิต เขาไม่เคยนึกคำตอบมากไปกว่าว่าทอร์เป็นบุตรรักของโอดิน พระบิดาถึงเลือกมอบบัลลังก์ให้ทอร์ กระทั่งตอนตัวทอร์เองยังไม่ได้เปิดตาเห็นอะไรอย่างกษัตริย์แบบโอดิน ยังคงวู่วาม ใจร้อน เขาถึงริษยาทอร์ว่าได้ทุกอย่างเพราะความรัก ไหนเลยจะทราบเอง ว่าตัวเขาไม่มีคุณสมบัติ หาใช่เพียงการสืบบัลลังก์ แต่รวมถึงการเป็นบุตรที่พระบิดาโอดินจะเชิดชูและภูมิใจอีกด้วย
 
 
ใบหน้าเรียวตอบผินมองหลังมือแตก คราบเลือดเริ่มแห้งเกรอะกรัง เจ็บจนไม่สามารถกำหมัดได้
 
 
ร่างกายอ่อนแอเหมือนชาวมนุษย์ บาดเจ็บง่าย เปราะบางเกินจะคิดการใหญ่ เพียงพริบตาเดียว ชีวิตนี้จะดับสูญเมื่อใดก็ได้แล้ว เขากลับยังไม่สามารถประหารตัวเองได้ดั่งหวัง เป็นไม่ได้ทั้งชีวิตอันสมบูรณ์สมปรารถนา หรือดับสูญไม่เหลือซากเพื่อจบสิ้นสักที โลกิรู้สึกตัวเองเป็นดั่งผีล่องลอย มือข้างยังดีเคลื่อนขึ้นจากศอกหยุดตรงลำคอ นิ้วทั้งห้าบีบลงบนผิวหนัง กดจนบุ๋มลึกลงไป ลูกกระเดือกนูนดันจากข้างใต้หนังหุ้ม โลกิกลืนน้ำลาย กล้ามเนื้อคอขยับอยู่ในอุ้งมือตนเอง เขาออกแรงบีบมากขึ้น ไม่สนอาการสำรอกไล่มาจากข้างในอกถึงโพรงปาก

"โลกิ!!"

ดั่งว่ามีญาณทิพย์เหมือนนายทวารแอสการ์ด ทอร์ผลุนผลันเข้ามาในห้อง ดิ่งเข้ายังเตียง ยันเข่าลงบนเตียงถ่ายน้ำหนักให้ผิวเตียงลาดยุบลง ฉวยข้อมือผอมออก กดคร่อมร่างน้องชายไว้กับเตียง มือหนาตรึงข้อมือข้างที่เจ้าตัวใช้บีบคอตัวเองอยู่ข้างศีรษะ

"เจ้า...ทำไมกัน" ทอร์มองร่างข้างใต้ เส้นผมทองประกายหล่นลงเป็นม่านทองคำขนาบสองข้างใบหน้าตัวเอง

โลกิสำลัก "ไม่ใช่...ธุระกงการของเจ้ามานานแล้ว"

"ยังใช่อยู่เสมอ" ทอร์แย้งเสียงแผ่วเบา  "ทำไมเจ้าต้องพยายามไปจากข้านักหนา โลกิ"

วันวานทั้งสองมักอยู่ด้วยกันตลอดเวลา กระทั่งการออกผจญภัย โลกินั้นไม่นิยมชมชอบการออกนอกเขตหอสมุด ตะลุยเสี่ยงอันตราย ก็ยังถูกทอร์กล่อมให้ตามไปได้ทุกครั้ง แม้จะไม่สนใจศาสตร์ต่อสู้ หมกมุ่นกับเวทมนตร์นับร้อยพัน แต่ยังยอมยืนศึกษาการฝึกทหารบ่อยครั้ง วันวานเหล่านั้น โลกิมักเต็มใจจะตามทอร์ไปมากพอๆกับที่ทอร์ยินดีจะลากโลกิไปกับตนทุกแห่งหน เมื่ออยู่ด้วยกัน พวกเขาช่างเปี่ยมสุข ทอร์มองใบหน้าน้องชายแสนรัก มุมมองจากด้านบนลงด้านล่าง เหมือนวันที่เขาและโลกิอยู่ตรงขอบสะพาน ใบหน้าเจ็บปวดของโลกิก่อนปล่อยมือจากคทา
 


จากเขาไปยังเบื้องล่างอันไร้ก้นบึ้ง
 
 
 
"เพราะข้าเกลียดเจ้า ทอร์" โลกิบอกเสียงเรียบ ปราศจากรอยยิ้มผยองหรืออุบแฝงแผนการ กลอกตามองด้านข้าง "สิ่งเดียวที่ยึดข้าอยู่กับเจ้าไว้คือความเป็นพี่น้อง"

โลกิไม่ต้องการครอบครัว ตั้งแต่วินาทีที่เขาปลงใจสังหารบิดาตัวเองเพื่อโอดิน แล้วไม่ได้รับผลตามความคาดหมาย "ข้าทำลายสถานที่ทุกอย่างของตัวเอง แล้วพบภายหลังว่าไม่มีอะไรเป็นของข้ามาแต่ต้น ข้าควรจะตายตั้งแต่แบเบาะเพราะบิดาอับอายที่ข้าเกิดมา...ข้าเป็นกระทั่งน้องชายของเจ้ายังไม่ได้"

การเป็นส่วนหนึ่งกับบางอย่างอันยิ่งใหญ่คงเป็นเป้าหมายสูงสุดของเขา

ในเมื่อเขาไม่ได้ทั้งครอบครัวและอำนาจ ก็เหลือเพียงความตายจะอ้าแขนรับเขาไว้

ทอร์เคลื่อนตัวเองลงจากตัวโลกิ บังคับร่างผ่ายผอมให้นั่ง ทอร์ฉีกผ้าคลุมสีแดงตัวเองขาดแนวยาว เขานำมันมาพันมือข้างแตกหักของโลกิเอาไว้ หลังการพิพากษาให้โลกิอยู่ในการจองจำภายในห้องลึกสุดของปราสาท เหล่าผู้ใช้เวทมนตร์ใช้คาถากักขังร่ายรอบห้อง เหล่าหมอห้องโอสถไม่กล้าและไม่มั่นใจว่าตนสมควรเข้ามารักษาบาดแผลแก่โลกิ หรือปล่อยปละไว้เป็นหนทางหนึ่งของการชดใช้ความผิดทีละน้อย โลกิอยากขืนมือออก แต่เรี่ยวแรงธรรมดามีหรือจะสลัดเทพเจ้าให้หลุดพ้น จอมโป้ปดพบตัวเองสิ้นฤทธิ์ดุษฎี

หลังพันแผลเสร็จ ทอร์วางมือตรงท้ายทอยโลกิ นิ้วโป้งกดตรงโหนกแก้มเพียงแผ่วๆ ลูบกับผิวเย็น

"เจ้ายังคงเป็นน้องรักของข้าเสมอ ข้าถึงพาเจ้ากลับมาบ้านด้วยกัน"

"เจ้าเพียงต้องการทำให้ข้าอับอาย"

"ข้าเพียงต้องการให้เจ้าอยู่ในสายตาข้า น้องชาย"

"ข้าไม่เคยเป็นน้องของเจ้า" โลกิย้ำ "อะไรทำให้เจ้าเข้าใจยากนัก"

"ความรักที่ข้ามีให้เจ้า น้องรักของข้า"

ตัวโลกิเย็นเฉียบตลอดเวลา เขาขมุบขมิบเสียดสีแดกดันความโง่ของทอร์ทว่าขอบตากลับร้อนผ่าวขึ้นมา หากยังไม่ร้อนเท่าลมหายใจของทอร์ที่รดลงมายังปลายจมูกและริมฝีปากของเขา

"หากความเป็นพี่น้องไม่อาจยึดเจ้าไว้กับข้า คำพิพากษาชี้ขาดเจ้าคือของข้าโดยสมบูรณ์นับแต่นี้เป็นต้นไป" หน้าผากสองพี่น้องแนบชนกัน "เจ้าต้องอยู่อย่างที่เจ้าเรียกว่าอับอาย โลกิ คำพิพากษาจะผูกติดเจ้าไว้ให้เชื่อฟังข้าตลอดชีวิต เป็นทรัพย์สมบัติของข้าเพียงผู้เดียว เมื่ออยู่ในแอสการ์ด เจ้าจะไม่ได้พบผู้อื่นผู้ใดอีกแม้แต่พระบิดาหรือท่านแม่ เมื่อใดข้าออกไปเยือนอาณาจักรอื่น เจ้าต้องติดตามข้าไป อยู่ในที่ซึ่งข้ามองเห็นตลอดเวลา และนั่นคือโทษจองจำเจ้า"

น้ำหนักของทอร์กดทับลงมาบนตัวโลกิ เงาใหญ่ทอทับกลืนกินเขามิด อุ่นจนร้อน น่าอัศจรรย์ ที่เชื้อสายยักษ์น้ำแข็งเช่นเขายังไม่ละลายหายไปจากอ้อมแขนนี้
 
 
 
 
"โทษของเจ้าสิ้นสุด ต่อเมื่อข้าตาย"
 
"ข้าคิดว่านั่น" โลกิเอ่ยหลังจากนิ่งเงียบผิดวิสัยเสียเนิ่นนาน "คงหมายถึงชั่วกัปชั่วกัลป์"

 
 
 
 
 
End
 
 
-เรามั่วระบบศาลแอสการ์ดขึ้นมาเอง (วอนโดนลุงแสตนลีย์ฆ่า)
-จริงๆชอบเขียนฟิกแบบบรรยายมากกว่า แต่เพราะขาดความรู้อย่างร้ายกาจ เลยเอาบทพูดกลบเกลื่อนซะ
-ปั่นเพื่อสนองอะไรบางอย่างที่กรีดร้องว่า โลกิน่าร้ากกกกกกกกกกกกกกกกกก จริงๆ orz
 
-ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านถึงตรงนี้จากใจค่ะ /กราบ
 
-จริงๆคนที่หลงเข้ามาก็ขอบคุณค่ะ
 
Edit: เพิ่งเห็นว่าบรรทัดโดนตัดไปย่อหน้าใหม่หมดเลย แง้