Shall I compare thee to a summer's day?
 
 
 
 
 
 

 

“เถิบไปน่ะ เฮมสเวิร์ธ” ทอมทำเสียงท้าทาย เอาหัวไหล่ชนกับหัวไหล่อีกฝ่ายให้เป๋ไปด้านข้าง ทั้งยังเหยียดขายาวโยงโย่ไปขัดหน้าแข้งคริส ร่างใหญ่โตเฉออกนอกเส้นทางการแข่งขันจากรถเอสยูวีมาถึงบันไดหน้าห้องนั่งเล่น ทอมยังคงมีแก่ใจจะเหลียวหลังมากล่าวขอโทษ แต่วิ่งถลันไปดักตรงหน้าบันไดอย่างผู้ชนะ

 

หรือไม่เขาก็คิดว่าตัวเองชนะ จนกระทั่งคริสตั้งตัวได้ใหม่แล้ววิ่งตามมา อัดร่างในชุดสูทตัดเนี้ยบลงไปกองกับพื้นด้วยกัน มือใหญ่ตะครุบปิดตาสีเขียวอมฟ้าเอาไว้ทั้งสองข้าง ทอมกำรอบข้อมือเพื่อนรัก พยายามแกะออกไปจากหน้าตัวเอง “ฝันไปเถอะ ทอม ฉันต้องได้เห็นก่อน” เสียงคำรามสำเนียงออสเตรเลียดังเหนือหัวเขา คางขึ้นเคราครึ้มของคริสอยู่บนศีรษะที่ตอนนี้ปกคลุมด้วยผมดำอีกครั้ง

 

“ไม่! นายได้เห็นเธอเกิดก่อนฉันไปแล้วนี่!”

 

“ฉันเป็นพ่อเธอนี่หว่า!”

 

สองผู้ชายตัวโตทะเลาะกันบนพื้นไม้เคลือบ ทอมไม่สนว่าสูทจะเกิดรอยยับขึ้นมาต่อให้คริสถอดรองเท้า แล้วเอาปลายนิ้วเท้าเขี่ยเอวจนเขาดิ้นพล่านเป็นนักเต้นเบรคแดนซ์ที่ไม่ประสบความสำเร็จ เสียงหัวเราะของทอมพาเอาคริสหัวเราะไปด้วย

 

“เอล -- เอลซา -- ฮ่าๆ ช่วยผมด้วย -- ฮ่าๆ” ทอมปล่อยข้อมือคริส ใช้ฝ่ามือตบลงกับพื้นเรียกหาความช่วยเหลือแทน ซึ่งมาถึงราวกับเธอรอจังหวะอยู่ได้ครู่ใหญ่แล้ว

 

“เอาละ เด็กๆ พอแค่นั้นแหละ” คุณนายเฮมสเวิร์ธเดินกลอกตาลงมาตามขั้นบันได วันนี้เธอใช้ที่คาดผมหุ้มผ้าลายดอกทิวลิปเก็บผมข้างหน้าไปหมด และแต่งหน้าบางเพราะทราบดีว่าตนจะยิ้มไม่หุบจนแป้งอาจจะร่อนหากโปะหนาเกิน “คริส ปล่อยทอมซะ ไม่งั้นฉันจะให้พวกคุณทั้งคู่ไปอยู่ในห้องครัวจนกว่าคู่เดทของลูกจะมา”

 

คริสรีบเอามือออก ถีบตัวขึ้นยืนตรงเร็วเท่าที่ชายวัยต้นสี่สิบจะทำได้โดยไม่พึงสายลวดขึง และดึงเพื่อนยากชาวอังกฤษขึ้นมาด้วย ทอมจัดสูทตัวเองให้เข้าที่ก่อนจะปราดเข้าสวมกอดเอลซาด้วยไมตรีและความคิดถึง จูบแก้มเธอทักทายอย่างสุภาพนุ่มนวลเช่นเคย เห็นได้ชัดว่าการจุมพิตทักทายสุภาพสตรีขณะสวมสูทยับยู่ยี่ไม่ใช่มารยาทอันยอมรับได้ในมุมมองของทอม ฮิดเดิลสตัน เอลซาทำเสียงคิกคัก ดึงปกเสื้อให้เขาตอนทั้งสองผละห่างกัน แล้วทอมถอยกลับไปยืนข้างคริส พวกเขาแหงนคอมองด้านบนสุดบันได สายตาจดจ่อ

 

“อินเดีย ลงมาได้แล้วลูก ก่อนที่พ่อกับทอมจะขาดใจตาย”

 

เอลซาเดินลงมายืนข้างหน้าพวกเขา ชายกระโปรงชีฟองสีชมพูอ่อนเกือบขาวนำมาก่อนทั้งสามจะได้เห็นเด็กสาววัยรุ่นวัยสิบแปดปีทั้งตัว ผมเธอตรงสลวยกว่าในภาพถ่ายทริปทัศนศึกษาเอ็มไอทีเมื่อกลางปี อินเดียรูปร่างสูงไม่ต่างจากบุพการี และมีส่วนโค้งเว้าที่เอลซาภาคภูมิใจราวกับถอดแบบกัน ลายลูกไม้ขาวบนผ้าชมพูซึ่งเกาะรอบอกเธอดูราวกับเถาไม้ตามฉากเทพนิยายเกาะเรือนร่างนางไม้ ทอมรีบปราดขึ้นบันไดไปขอมือเด็กสาวมา เขาจูบหลังมือ เรียกเสียงหัวเราะกลบความเขินจากอินเดียได้ดี คริสรีบลากทอมกลับลงมาเพื่อตนจะได้เข้าไปจูบแก้มลูกสาวแทน

 

“สิบแปดปีแล้วเราต่างเชื่อว่าพวกคุณจะเลิกเห่อเธอสักที” เอลซาแสร้งถอนหายใจ สั่นศีรษะอิดหนาระอา กระนั้นรอยยิ้มไม่ได้หายไปจากมุมปากเธอเลย

 

คริสจูงอินเดียลงมาข้างล่าง จับเธอหมุนไปรอบๆ ช้าๆ “คุณเป็นคนเลือกชุดใช่ไหม” ทอมถามเอลซา

 

“แน่นอน ใครเขาจะไว้ใจให้พวกตัวละครเชคสเปียร์เลือกชุดกัน เขาจะได้นินทาว่าอินเดียเอาชุดฉันมาใส่” มุกนี้ไม่เคยเก่าเลย ต่อให้ดิ อเวนเจอร์สเวอร์ชั่นรีเมคกำลังฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ทั่วสหรัฐอเมริกาก็ตาม

 

“เฮ้” คริสท้วงแบบไม่จริงจังนักเพราะมัวกำลังชื่นชมลูกสาว

 

“หนูสวยจริงๆ อินเดีย โชคดีเหลือเกินที่หนูเหมือนแม่” ทอมเย้า

 

“เฮ้”

 

“ใครๆ ก็พูดแบบนั้นค่ะ ลุงทอม” อินเดียเออออไปกับพ่อทูนหัว เธอเข้ามากอดแขนเขา “หนูไปงานกับทอมไม่ได้จริงๆ เหรอคะ ทุกคนต้องดีใจแน่” เธอเกยหัวกับบ่านักแสดงชาวอังกฤษ “อเล็กซ์คงเป็นลมไปเลย เธอพูดถึงทอมได้ทั้งวันถ้าใครให้เวลาเธอ ทั้งที่ปกติเธอจะอ้วกเวลาโดนเรียกไปพูดหน้าชั้นเรียนสเปนด้วยซ้ำ”

 

“ลูกจะไม่ทิ้งไซม่อนผู้น่าสงสารไว้ข้างหลังแล้วไปเต้นรำกับเจ้าชายทรงเสน่ห์คนนี้จ๊ะ อินเดีย เราตกลงกันแล้ว และวันนี้ทอมจะต้องช่วยพ่อของลูกซ้อมบทสำหรับคัดตัววันพรุ่งนี้ เขาต้องแย่งบทกับไรอัน กอสลิ่ง สวรรค์เท่านั้นที่จะรู้ว่ามีปาฏิหาริย์อะไรช่วยพ่อของลูกได้บ้าง”

 

“ขอบคุณสำหรับศรัทธา เอลซา ขอบคุณสำหรับศรัทธา” คริสฮึ่มลมหายใจออกจมูก

 

“ศรัทธามีไว้เวลาที่เหตุผลไม่ปลอบใจเรานะ คริส โอ๊ย!” ทอมถูกกำปั้นใหญ่เขกหลังศีรษะ

 

ทั้งสี่พากันย้ายตัวเองเข้าห้องนั่งเล่น รอคอยคู่เดทมารับอินเดียไป เอลซาจัดแจงเสิร์ฟน้ำชาอัสสัมกับเค้กส้ม คริสเดินขึ้นห้องนอนเพื่อหยิบเอาบทพาวเวอร์ ออฟ โพลิทิกส์ลงมาถกกับทอม จำนวนเบาะในชุดโซฟาเหมาะเจาะดีสำหรับครอบครัวพ่อแม่ลูกสามคนกับอาคันตุกะขาประจำ อินเดียนั่งบนโซฟาสามเบาะ ขดขาขึ้นมาแนบอก เธอพยายามแย่งม้วนบทละครออกมาจากมือคริส

 

ภาพนั้นทำทอมนึกขบขัน “จำได้ไหม ที่เคยมีคนถ่ายภาพนายอุ้มอินเดีย แล้วเขียนว่า เทพเจ้าธอร์ถือฮ็อตด็อก

 

“จริงเหรอคะ” เด็กสาวทำตาโต “ไหงงั้นล่ะ”

 

“หนูตัวเล็กมากน่ะ แล้วมือพ่อเขาก็เบ้อเริ่มขนาดนี้ แถมอยู่ในห่อผ้าอีก ภาพออกมาเหมือนฮ็อตด็อกชิ้นใหญ่เลย หรือไม่ก็ห่อขนมปังซับเวย์” เอลซายกมือสามีขึ้นมา นิ้วของเธอเกี่ยวประสานเข้าไประหว่างนิ้วของคริส “พ่อโมโหมาก ครั้งหนึ่งเขาให้สัมภาษณ์ว่า กล้าดียังไงมาเรียกลูกสาวฉันว่าฮ็อตด็อก” วิธีที่เธอเลียนเสียงคริสช่างน่าขำ ทอมหัวเราะตัวงออยู่บนเก้าอี้นวมเบาะเดี่ยว คริสเอาม้วนบทตีปลายจมูกทรงท็อเบลอโลน

 

“นี่เข้าข่ายการใช้กำลังภายในครอบครัวหรือเปล่าน่ะ” ทอมถามอินเดีย กลิ่นกระดาษติดอยู่เล็กน้อย

 

“ถ้าหนูบอกว่าใช่ เราจะมัดพ่อไว้กับเก้าอี้แล้วไปงานพรอมกันสองคนไหมคะ”

 

หมอนขนเป็ดลอยเข้าหน้าเธอ “พ่อก็! หนูล้อเล่น!” สีหน้าคริสดูไม่เชื่อ บางทีการเล่นมุกว่าเธออยากหนีตามเพื่อนสนิทพ่อตั้งแต่ในวัยที่เด็กทั่วไปบอกว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงและอยากแต่งงานกับพ่อตัวเองอาจทำให้ผู้เป็นพ่อไม่ค่อยมั่นใจนัก

 

เสียงรถจอดหน้าบ้านตามด้วยคนเคาะประตูตามมาดึงความสนใจพวกเขา อินเดียลุกออกจากห้องนั่งเล่นไปเปิดประตู ทอมเอี้ยวคอมองตรงประตู ส่วนคริสนั่งหลังตรง หันหน้ามองไปทางอีกฝั่งห้องแล้วใช้เพียงสายตาเลื่อนไปดูเมื่ออินเดียคล้องแขนเสื้อสูท พาเด็กหนุ่มรูปร่างสันทัด หน้ากับใบหูแดงเข้ามาในห้อง สีโบว์ตรงคอเขาเป็นสีชมพูอ่อนเข้ากับชุดงานพรอมสาวข้างกาย สองมือเขาสั่นเพียงเล็กน้อย แต่บรรดาผู้ใหญ่เห็นชัดเพราะกล่องขาวในมือไหวไม่หยุด ทอมอมยิ้มสงสัยว่าหนุ่มอายุปลายวัยรุ่นท่าทางไม่เลวคนนี้กำลังกลัวอะไร

 

“นี่ไซม่อนที่ไปงานพรอมกับหนูเพราะปอดแหกไม่กล้าชวนผู้หญิงคนอื่นค่ะ” อินเดียทำปากยื่นแบะ สีแดงจัดบนหน้าไซม่อนยิ่งแผ่ลงมาถึงลำคอ

 

“ผมไปกับอินเดียสบายใจกว่าน่ะครับ”

 

“ดีแล้วละจ๊ะ นี่งานฉลองสุดท้ายในโรงเรียน ไปสนุกกับมันเถอะ” เอลซากล่าว “แต่ถ้าเกิดอะไรเกินเลย อินเดีย แม่จะส่งลูกกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลีย และฉันจะบอกแม่ของเธอเรื่องที่เธอเคยแอบเอารถไปขับเมื่อคืนวันฮัลโลวีนนะจ๊ะ ทูนหัว” ฝ่ามืออุ่นจับแก้มไซม่อนหยิกเบาๆ เขากลืนน้ำลายเอื๊อก ลูกกระเดือกขยับอย่างกับภาพการ์ตูน

 

“ไซม่อน เอาดอกไม้ผูกข้อมือฉันเหอะ ก่อนที่แม่จะทำนายกลัวจนกินดอกไม้แทน” อินเดียกระทุ้งสีข้างคู่ควง เขาสะดุ้งคล้ายเพิ่งนึกออกว่าถืออะไรอยู่ เลยรีบเปิดฝากล่อง หยิบช่อดอกไม้สีแดงสดใสติดริบบิ้นขาวขึ้นมาผูกรอบข้อมือ บรรจงไขว้สายริบบิ้นผูกเป็นโบว์

 

เอลซาเอาโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปไม่หยุด คริสมองภรรยาตัวเองดั่งมองคนแปลกหน้า เขายื่นมือไปบังหน้ากล้องสองถึงสามครั้ง เธอตีหลังมือเขาดังเผียะ ทอมลองบ้าง เธอกดมือเขาลงอย่างนุ่มนวล

 

“เอาละ ไปกันได้แล้ว คริส อยากบอกอะไรลูกไหม”

 

“ลูกสวยมาก และสุนัขบ้านเธอจะได้เนื้อเจ้านายตัวเองเป็นอาหารถ้าเธอล่วงเกินลูกสาวฉัน ไซม่อน” ถ้าคุณเป็นผู้ชายตัวโตถอดแบบทหารโรมัน ทว่าสูงกว่ามาก คุณไม่ต้องถือปืนลูกซองระหว่างให้ถ้อยคำประสาพ่อกับผู้ชายที่แขนคล้องกับลูกตัวเองเลย

 

“แล้วถ้าหนูเมาแชมเปญในงานจนปล้ำไซม่อนล่ะคะ” อินเดียถาม พินิจมองช่อดอกไม้รอบข้อมือตัวเอง

 

“แม่จะทำให้ชีวิตลูกหลังจากนั้นเป็นนรกจ๊ะ ไม่ต้องห่วง วิชาปรัชญาเพศที่ลูกไปลงพรีคอร์สนี่เห็นผลชัดเจนดีจริงๆ”

 

เด็กทั้งสองโบกมือลาบรรดาผู้ใหญ่ ไซม่อนจูงมืออินเดียไปขึ้นรถข้างนอก เอลซาเป็นเพียงรายเดียวที่ตามไปส่งถึงนอกประตูรั้ว เพราะทอมต้องนั่งลูบหลังคริสเป็นการปลอบ “เธอโตแล้วน่า คริส”

 

“ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรนี่”

 

“หน้านายมันฟ้องพอแล้วว่านายกำลังร้องไห้อยู่ข้างใน จินตนาการถึงวันที่อินเดียแต่งงาน วินาทีที่นายต้องส่งแขนเธอให้เจ้าบ่าว”

 

“แซวฉันเข้าไปเถอะ สักวันนายจะจุกจนพูดไม่ออกถ้านายมีลูกขึ้นมาเมื่อไหร่”

 

ทอมยักไหล่ซึ่งคริสทราบว่าหมายถึง ป่วยการจะพูดเรื่องนี้กันอีก นายก็รู้ว่าฉันคงไม่มีโอกาสนั้น “นายมันโชคร้าย ทอม โชคร้ายมากๆ”

 

“ฉันรู้ แต่นั่นก็เพราะฉันโชคดีมากๆ ด้วย เอาล่ะ มาช่วยนายแย่งบทกับไรอัน กอสลิ่งดีกว่า ฉันได้ข่าวลือมาว่าทางนั้นอาจจะเปลี่ยนแนวคาแรคเตอร์ของบทตัวเอกด้วย ลูคบอกฉันมา ถ้าเขาเปลี่ยนช่วงอายุตัวละคร อันนั้นละที่คงต้องพึ่งปาฏิหาริย์”

 

“ซูเปอร์พี่เลี้ยงวินด์เซอของนายไม่รู้เรื่องอะไรบ้างน่ะ” คริสแขวะหยอก “ทำยังไงให้นายเลิกเดินออกนอกเส้นทางจนเข้างานไม่ทันสินะ”

 

“ตอนเอลซากับอินเดียยังไม่ย้ายมาสหรัฐ นายก็เอาแต่คุยโทรศัพท์ภาษาทารกกับพวกเธอจนเข้างานสายเหมือนกัน” ทอมช่วยเตือนความจำคริส “เอ้า นายต้องการให้ฉันช่วยตรงไหน”

 

คริสพลิกกระดาษ “ตรงที่นายท่องเชคสเปียร์ออกมาได้เหมือนผู้ชายยุคโมเดิร์นทั่วไปละมั้ง มีสักกี่คนพูด Thee กับ Thou แล้วดูไม่หลุดยุคแบบนายบ้างน่ะ เพราะถ้ามีนายทำได้คนเดียวฉันก็ไม่กลัวกอสลิ่งหรอก”

 

“นายจะต้องไม่เอากาลเวลาไปใส่ในถ้อยคำ คริส” ทอมพูด “นายต้องรับไว้ก่อนว่าเชคสเปียร์อยู่เหนือกาลเวลา มีศรัทธาในพลังของถ้อยคำที่เขาถ่ายทอดออกมา มองว่านี่คือคำพูดที่ปราดเปรื่อง ทำความเข้าใจว่าตัวละครของนายพูดบทกลอนของเชคสเปียร์เพื่ออะไรบ้าง ทำไมเขาท่องมันออกมาเฉพาะซอนเน็ตเท่านั้น และท่องให้คนเพียงคนเดียวฟัง ไม่เอาน่า นายตีบทยากกว่านี้ทะลุปรุโปร่งมาแล้วนะ”

 

“ใช่ และทั้งหมดนั่นไม่มีตัวไหนควรจะต้องท่องเชคสเปียร์ได้ พูดจาเหมือนหลุดจากยุคนนั้นน่ะ ใช่ ท่องเชคสเปียร์ยั่วสาวได้โดยไม่ดูเป็นพวกวณิพกน่ะ ไม่”

 

“ตอนเด็กนายอยากเป็นยูนิคอร์น นั่นยากกว่าเรื่องตรงหน้านายตอนนี้อีก”

 

คริสยกเท้าทอมขึ้นมาล็อคไว้ในวงแขน แล้วจั๊กกะจี๋ฝ่าเท้าเขาไม่หยุด เอลซาต้องพักการชมภาพถ่ายเมื่อครู่เพื่อเข้ามาช่วยเหลือเพื่อนชาวอังกฤษ

 

พวกเขาเริ่มซ้อมบทกันจริงจังหลังรับประทานอาหารเย็น แล้วลากยาวถึงเวลาสี่ทุ่ม หลังจากนั้นคริสเริ่มมองนาฬิกาสลับกับโทรศัพท์มือถือทุกห้านาที เขาอ่านบทตัวเองพลางพึมพำถามเอลซาว่าอินเดียควรกลับถึงบ้านกี่โมง เอลซาไล่ให้เขากลับมาสนใจเรื่องบทต่อ “แค่กำหนดการเลิกงานก็ห้าทุ่มแล้ว ที่รัก แถมลูกอาจจะไปกินไอติมกับเพื่อนต่ออีก พวกแกชอบไอติมจะตาย”

 

ทอมขอตัวกลับตอนห้าทุ่มเพื่อเปิดโอกาสแก่คริสกับเอลซาได้จดจ่อสมาธิเรื่องหาจังหวะโทรศัพท์เช็คกับอินเดียเต็มที่โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าเขาจะนั่งประดักประเดิดในห้อง หรือต้องเป็นพยานฉากละครน้ำเน่าครอบครัวซึ่งพร้อมเกิดได้ทุกเมื่อ แม้เอลซาจะค่อนข้างสนิทกับอินเดียและมั่นใจว่าลูกสาวตนยังไม่มีคู่กรณีหรือมูลเหตุให้เกิดเรื่องอย่างในภาพยนตร์ไฮสคูลคอเมดี้ก็ตาม ทอมแอบคิดว่าความเป็นไปได้สูงสุดน่าจะเป็นกรณีเกิดคดีฆาตกรรมครูผู้ดูแลงานพรอมแบบใน CSI: New York ทว่าไม่ได้พูดความเห็นนี้ออกมาสักพยางค์เดียว

 

“อินเดีย” เขาอุทานชื่อเด็กสาวด้วยความประหลาดใจเกินจะยั้งปากตนไว้ทัน ทอมกำลังเดินไปรถไฟใต้ดิน ในหัวทบทวนแผนธุระปะปังพรุ่งนี้ตั้งแต่เรื่องงานถึงเวลาส่วนตัว ไม่คาดคิดสักนิดว่าจะเห็นอินเดียนั่งอยู่บนโต๊ะนอกร้านไอศกรีม เขี่ยลูกเชอรี่ตรงก้นถ้วยซันเดย์เล่นอย่างเบื่อหน่าย

 

อินเดียปล่อยช้อนกระทบผิวถ้วย เงยหน้ามองชายอังกฤษด้วยดวงตาเบิกกว้างประหลาดใจไม่แพ้กัน เธอรีบเด้งตัวยืนจนเก้าอี้ถอยไปข้างหลัง ทอมเดินอ้อมรั้วร้านไอศกรีมเข้ามาหาเธอ

 

“อินเดีย ทำไมมานั่งอยู่คนเดียวน่ะ” ทอมกวาดตามองหาร่องรอยเพื่อนของอินเดีย เขาหาไม่เจอ เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเธอเก็บชิดขอบโต๊ะ

 

“หนูอยากกินไอติมก่อนกลับบ้านน่ะค่ะ” อินเดียเอาเท้าเกี่ยวขาเก้าอี้กลับมาใช้นั่ง

 

“หนูกลับมาคนเดียวเหรอ แล้วไซม่อนล่ะ”

 

อินเดียบุ้ยปาก ทอมตัดสินใจเลื่อนเก้าอี้ออก เขาผายมือชี้เก้าอี้ขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยและไม่ยอมขยับจนอินเดียพยักหน้าถึงนั่งลงบ้าง

 

“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”

 

เด็กสาวเฮมสเวิร์ธยกมือข้างหนึ่งมารองใต้คาง “ไซม่อนคลั่งรักเมย์เกรซมาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว พวกเขาเรียนเคมีด้วยกัน แล้วเมย์เกรซก็สวยมาก เธอเป็นนางแบบโฆษณายาสีฟันด้วย แบบ...มีคนมาทาบทามเธอตอนเธออยู่ในร้านพิซซ่า ส่วนหนูได้ขึ้นปกเซเว่นทีนเพราะพ่อแม่หนูเป็นดาราฮอลลีวู้ด” เธอไหวไหล่

 

“ต่อให้คริสกับเอลซาเป็นนักวินด์เซิร์ฟหรือครูประถม หนูก็ยังได้ลงเซเว่นทีนอยู่ดี และจะได้เป็นนางแบบให้วีรา แวงกับแอนน์ ไคลน์ด้วย แล้วเมย์เกรซที่ว่าเข้าหาไซม่อนในคืนนี้งั้นเหรอ”

 

“เธอเลิกกับแฟนกลางฟลอร์เต้นรำ ไซม่อนรีบไปปลอบเธอ เขากลับมาหาหนูนะ บอกว่าเมย์เกรซร้องไห้” ปลายจมูกอินเดียเริ่มขึ้นสีแดง ดวงตาเธอวาวน้ำใส “หนูเลยไล่ให้เขาไปปลอบเธอ แล้วสองคนนั้นก็หายไปเลย”

 

ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปรองน้ำตาหยดแรกที่ไหลร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว “อินเดีย...”

 

“ไซม่อนขี้อายจนเรียกได้ว่าสิ้นหวังเลยค่ะ เขาถึงได้ขอให้หนูไปงานพรอมกับเขา” อินเดียแหงนหน้าขึ้น หวังให้น้ำตาไหลย้อนกลับไป “แหม เขาไม่สังเกตบ้างเลยเนอะว่าหนูอยากให้เขาอึกอักเวลาอยู่กับหนูบ้าง เขินบ้าง อายจนทำอะไรไม่ถูกบ้างแค่เพราะเราอยู่กันสองต่อสอง ไม่ใช่เพราะมีพ่อกับแม่นั่งอยู่ในห้องด้วยแบบเมื่อตอนเย็น”

 

เธอรับผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดแก้ม

 

“หนูรักไซม่อนมากเลยสินะ”

 

“คงงั้นมั้งคะ” อินเดียสูดหายใจ ทอมมองเธอขยำผ้าเช็ดหน้าเขาเป็นช่ออยู่ในมือจนข้อนิ้วสั่นระริก “แต่หนูจะเจอคนอื่นอีกแล้วก็เป็นผู้ใหญ่ขึ้นพอเข้ามหาลัยใช่ไหมคะ ทอม หนูคิดว่าเรื่อง Legally Blond สอนหนูไว้แบบนั้นนะ”

 

“อินเดีย หนูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทุกวันต่างหาก รู้ตัวไหม” ทอมกล่าว วางเงินค่าไอศกรีมกับทิปลงบนโต๊ะแล้วลากถ้วยไอศกรีมมาทับไว้ ก่อนจะจูงมืออินเดียเดินออกจากร้านมาด้วยกัน

 

“หนูยังไม่อยากกลับบ้าน พ่อต้องถามแน่ว่าไซม่อนหายไปไหน”

 

“นั่นแหละคือความสนุกของเรา” ทอมฉีกยิ้มซุกซน “หนูจะบอกทุกอย่างแก่พ่อของหนูตามความจริง แล้ววันเสาร์หน้าหนูจะนั่งดูดโค้กพลางดูไซม่อนถูกคริสฮึ่มแฮ่ใส่ตลอดปาร์ตี้บาร์บีคิวโดยที่เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรลงไป”

 

“จะดีเหรอคะ ทอม ไซม่อนเขาไม่ได้ทำอะไรผิดนี่คะ”

 

“ก็ไม่ดีน่ะสิ” ทอมฉะฉานบอก “นี่โลกิเชียวนะ ฉันไม่เลือกเรื่องถูกต้องก่อนเรื่องสนุกหรอก” เขาขยิบตาให้

 

เท่านั้นเองที่อินเดียหัวเราะจนน้ำตาข้างในไหลพรูออกมา ยอมรับโดยดุษฎีว่าตนอกหัก ผิดหวังในรักครั้งแรก

 

“กลับบ้านเถอะ อินเดีย ระหว่างทางฉันจะเล่าเรื่องตลกๆ ให้ฟัง”

 

พวกเขาแก่ตัวลงมากแล้วเทียบกับสมัยอินเดียยังตัวเล็กจนอยู่ฝ่ามือข้างเดียวของผู้เป็นพ่อได้ แต่ทอมก็ไม่รู้สึกถึงปัญหาใดๆ เมื่อเขาแบกอินเดียขึ้นขี่หลัง แขนยาวกอดรอบคอไว้หลวมๆ คางชื้นน้ำตาของเธอเกยบนบ่าเขาขณะเงี่ยหูฟังเรื่องตลกจากทอม เรื่องนั้นเป็นทั้งเรื่องตลกและความลับที่จะทำให้ทุกครั้งนับจากนี้ ยามอินเดียมองหน้าพ่อ เธอจะต้องคิดถึงความเป็นจริงว่าพ่อเธอไม่ต่างจากไซม่อนเลย เป็นคนโชคดีผู้ไม่รู้อะไรเลยสักนิดเดียว และเธอจะสงสารพ่อของเธอเหมือนอย่างทอมสงสารไซม่อน เพราะความรักนี้จะไม่มีวันถูกบอกต่อออกไปไหนให้พวกเขารับรู้

 

“คุณทนได้ยังไงเหรอคะ ทอม”

 

“มันไม่ใช่การทนหรอกนะ อินเดีย เหมือนถ้อยคำของเชคสเปียร์ มันไม่มีกาลเวลาอยู่ในนั้น มันอยู่ตรงที่ของมันตลอดมาและตลอดไป คนเราต่างหากที่หลายครั้งเลือกจะทำตัวเองให้ห่างออกมา ส่วนฉันเพียงไม่เดินจากมันไปไหน เพราะสุดท้ายแล้ว ฉันชอบที่ๆ ฉันยืนอยู่แบบนี้มากกว่าที่ใดในโลกก็เท่านั้น”

 

“ใกล้จะถึงบ้านแล้ว คุณท่องอะไรก็ได้ที่คุณเคยอ่านให้แอพกลอนพวกนั้นหน่อยได้ไหมคะ”

 

“เพื่อหนูก็ต้องได้อยู่แล้วสิ”

 

 

ให้ข้าเปรียบท่านดั่งโมงวันแห่งคิมหันต์จะดีไหม

ในเมื่อท่านสดใสอีกทั้งคงที่กว่านั้น

คลื่นลมโถมเขย่าใบผลิแรกพฤษภาคมพลัน

และความงามยามฤดูร้อนเผยตัวเพียงพริบตาเดียว

บางคราทิพากรฉายแสงร้อน

บางหนรัศมีเหลื่อมสีทองสลัวพร่ามัวลง

สุดท้ายสิ่งวิจิตรใดย่อมมลายกลายสู่ธุลี

เนื่องด้วยถึงเวลาตามที่โลกากำหนดไว้ไม่แปรผัน

ทว่าแสงจรัศชั่วกัลป์ของท่านไม่มีวันดับสูญ

ความงามที่ท่านครอบครองจะไม่เสื่อมคลาย

แม้นมรณาวางวายก็ไม่อาจลากท่านเข้าไปเก็บซ่อนไว้ได้

ข้าให้ท่านยืนยงอยู่ในแต่ละบรรทัดถ้อยประพันธ์สู่นิจนิรันดร์

เพียงสุดลมหายใจมนุษย์ จวบถึงพวกเขายังมองเห็น

เพียงคำกลอนธำรงในผัสสะคนเป็น ตัวท่านเองจะดำรงอยู่ตลอดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

@โปเกปัง ขอบคุณนะคะ พี่จบมาจากภาคปรัชญาค่ะ 555 ไม่รู้พอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมกับข้อมูลนี้